หน้าหลัก > กิจกรรม > 'จิมมี่ เดอะ โค้ช' โค้ชชีวิต พลิกธุรกิจเงินล้าน

'จิมมี่ เดอะ โค้ช' โค้ชชีวิต พลิกธุรกิจเงินล้าน

 

 

พวกเขาทำธุรกิจโค้ชชิ่ง ที่ให้บริการสร้างและพัฒนาผู้นำให้แข็งแกร่งจากภายใน ผ่านทักษะ “Life Coach”ธุรกิจคิดต่าง ที่ให้ทั้ง“กำไร”และ “ความสุข"
‘ถ้าชีวิตไม่มีความสุข ก็สร้างผลงานไม่ได้ ถึงได้แต่ก็ไม่เต็มร้อย’


นี่คือความเชื่อของ “จิมมี่ เดอะ โค้ช” ธุรกิจโค้ชชิ่ง ที่ใช้ทักษะ “Life Coaching” มาสร้างและพัฒนาผู้นำ ตั้งแต่ระดับองค์กร Top100 ในตลาดหลักทรัพย์ กิจการเอสเอ็มอี ไปจนบุคคลทั่วไป โดยเป้าหมายของการโค้ช ไม่ใช่แค่สอนให้คนทำงานดีขึ้น เหมือนอย่างบริการจาก Performance Coach ทั่วๆ ไป แต่สอนให้คนรู้จักและเข้าใจตัวเอง ดึงพลังจากข้างใน มาแก้ปัญหาให้ตัวเอง พร้อมช่วยเหลือคนอื่นได้ อย่างมี “จริยธรรม”
เวลาเดียวกับที่ยังคงตอบเป้าหมาย ช่วยให้มีผลงานที่ดีขึ้น (Performance) และอาจดีกว่าวิธีเดิมๆ ด้วยซ้ำ
เราได้รู้จักธุรกิจโค้ชชีวิต หลังมีโอกาสพูดคุยกับ “พจนารถ ซีบังเกิด” หรือ “โค้ชจิมมี่” ประธานกรรมการ และผู้ก่อตั้ง กลุ่มบริษัท จิมมี่ เดอะ โค้ช (Jimi The Coach Group) โค้ชผู้บริหารระดับสูงแถวหน้าของวงการ ที่หลายคนอาจคุ้นตาดี จากรายการ “The Coach ชีวิตลิขิตได้” ทางช่อง NOW26
เธอพลิกชีวิตจากคนพีอาร์ และเอชอาร์ มาเป็นโค้ช ด้วยคำพูดหนึ่งประโยค ที่ได้ยินมาเมื่อหลายปีก่อน
“Jimmi, you can be the best that you can be..คุณสามารถดีที่สุดเท่าที่คุณจะดีได้”
คำของ “จอห์น ริชาร์ด” โค้ชคนแรกที่สอนให้รู้จักกับคำว่า “โค้ชชิ่ง” หลังตั้งคำถามว่า ทำอย่างไรเธอถึงจะเป็นได้อย่าง โค้ชริชาร์ด
"เขาไม่ได้บอกว่า คุณไม่เก่งหรอกที่จะเป็นอย่างฉันได้ แต่กลับบอกว่า คุณไปได้แค่ไหน ก็แค่นั้นแหล่ะ คุณอาจเก่งกว่าฉันก็ได้นะ ซึ่งเห็นเลยว่า เขาโฟกัสที่เรา..ไม่ได้โฟกัสที่เขา”


นั่นเองที่สะท้อนบทบาทของคนเป็น “โค้ช” ที่ไม่ได้ทำงานเพื่อตัวเอง ไม่ต้องการยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมีตัวตน เพียงทำหน้าที่โค้ชให้ผู้คนสามารถแก้ปัญหาของตัวเอง และต่อยอดความสามารถได้ด้วยตัวเอง..ไม่ใช่เพราะโค้ช
ความสนใจเก็บติดตัวมาตลอดสิบปี ก่อนที่ไฟฝันจะลุกโชนขึ้นอีกครั้ง หลังมีโอกาสเข้าเรียนที่ The Coaching Institute สถาบันโค้ชชิ่งที่มีชื่อเสียง แห่งเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ระหว่างส่งลูกไปศึกษาต่อ 
เลยได้เติมความเข้าใจใน “วิชาโค้ช” ที่ยังอยู่นอกความสนใจของประเทศไทยในยุคนั้น เรียกว่า ไม่มีธุรกิจด้านนี้ให้บริการ แม้แต่องค์กรขนาดใหญ่ที่ใช้โค้ช ก็ยังไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวจะถูกมองว่า ธุรกิจกำลังมีปัญหา


สิ่งที่ได้จากการทุ่มเทตลอด 2 ปีเต็ม คือ ทักษะที่เรียก Life Coaching การโค้ชวงล้อชีวิตในทุกๆ ด้าน ตั้งแต่ การงาน การเงิน ความสัมพันธ์ ความรัก สุขภาพ การพัฒนาตนเอง การพักผ่อน และสังคม เพื่อให้ผู้ที่ได้รับการโค้ช ตระหนักรู้ถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเอง เข้าใจ และขจัดอุปสรรคที่อาจมีภายใน พร้อมตัดสินใจเลือก เพื่อนำเอาศักยภาพที่ซ่อนอยู่นั้น มานำพาตนเองไปสู่เป้าหมาย อย่าง มีจริยธรรม มีความสุข และอิ่มเอม
รวมถึง Neuro Linguistic Programing (NLP) ศาสตร์ที่ช่วยให้บุคคลสามารถตั้งเป้าหมาย และประสบความสำเร็จได้ด้วยการประสาน “จิตใต้สานึก” ให้ไปในทิศทางเดียวกันกับความคิด การพูด และภาษากายของตนเอง 
เธอตื่นเต้นกับศาสตร์ที่ได้รู้ และอยากนำมาเผยแพร่ในประเทศไทย เลยได้ทดลองโค้ช ระหว่างทำงานอยู่ในบริษัทที่ปรึกษา เรียกว่า บริการกันฟรีๆ เพื่อดูว่า ที่รู้มาจะได้ผลจริงหรือไม่ ใครจะคิดว่า ผลลัพธ์ที่ได้กลับ “เกินคาด”
“มีคนมาให้ทดลองโค้ชเยอะมาก ส่วนหนึ่งมาจากเครดิตที่ตัวเองเป็นคอนซัลท์มาก่อนด้วย เขาคงเชื่อในความเป็นตัวเรา ว่าคงไม่ได้มาหลอกขายของอะไร ปรากฏโค้ชเสร็จ เขายอมจ่ายเงิน และบอกว่า ดีมากๆ”
นั่นทำให้เธอเกิดความคิดว่า น่าจะลองเสนอบริการนี้ให้กับผู้บริหารดู โดยเริ่มจากไม่มีบริษัท อาศัยให้บริการโค้ชกันแบบตัวต่อตัว จากฐานลูกค้าเก่าที่มีอยู่ ปรากฏทำได้ไม่นาน ต้องไปจดทะเบียนบริษัท เพราะ “รายได้เข้ามาเยอะมาก”
เธอยกตัวอย่าง ราคาค่าโค้ชในแต่ละคอร์ส ที่ประมาณ 6 ครั้ง คิดค่าบริการเกือบ 2 แสนบาท!
นั่นทำให้ลูกค้าในช่วงเริ่มต้นของ จิมมี่ เดอะ โค้ช โฟกัสไปที่ บริษัท Top100 ในตลาดหลักทรัพย์ เพราะมีทั้ง “กำลังซื้อ” และ ความพร้อมในการพัฒนาผู้บริหารระดับสูง ตลอดจน มี “Mindset” ในเรื่องการเห็นคุณค่าของคน เธอว่า
กลุ่มนี้พร้อมจะ “ลงทุน” ด้วยงบประมาณ “ไม่จำกัด” เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้บริหารที่จะมานำพาองค์กร
จากจุดขายเรื่อง Life Coaching ที่หลายคนอาจคิดว่า คงขายไม่ได้ ก็องค์กรแบบไหนกันจะยอมจ่ายเพื่อให้โค้ชชีวิตผู้บริหาร ที่ดูจะไม่เกี่ยวกับงานเอาเสียเลย สิ่งที่เธอกำลังพิสูจน์ คือ แนวคิดที่ว่า ถ้าชีวิตไม่มีความสุข ผู้นำก็ไม่มีวันสร้างผลงานที่ดีได้ แม้จะมีผลงานดี แต่โตมาด้วยการสั่งการ ไม่สนใจคนรอบข้าง ลูกน้องก็ไม่มีความสุข ทั้งที่น่าจะทำผลงานได้ดีกว่านี้ แต่ก็ทำไม่ได้ หรือ “ไม่อยากทำ”
"เจอซีอีโอหลายคนที่ซัคเซสในความเป็นซีอีโอ แต่ถามว่าลึกๆ สุขไหม ไม่สุขนะ เพราะสิ่งที่เขาต้องการในระดับจิตใต้สำนึกแล้ว..ไม่ใช่สิ่งที่กำลังทำอยู่”
หน้าที่ของ จิมมี่ เดอะ โค้ช จึงจะช่วยแกะด้านชีวิตที่คอยผลักดันให้เกิดผลงาน โดยเริ่มจาก “ต้นตอ” ของชีวิต
จากแนวคิดที่เริ่มจากแค่อยากเผยแพร่ เมื่อลูกค้าใช้แล้วพึงพอใจก็เริ่ม “บอกต่อ” นั่นเองที่ทำให้ธุรกิจเล็กๆ จากคนๆ เดียว ค่อยๆ เติบโตขึ้น จนมามีอีก 2 บริษัท คือ Thailand Coaching Academy (TCA) สถาบันสอนการโค้ชสำหรับประชาชนทั่วไป ที่มี “ชฎาวรรณ คังคะเกตุ” นั่งเป็น กรรมการผู้จัดการ และ บริษัท เบ็ทเทอร์ยู จำกัด เจาะกลุ่มเอสเอ็มอีและบุคคลทั่วไป ในอัตราค่าบริการที่ถูกลง เพื่อขยายแนวคิด Life Coach ให้กว้างขึ้น โดยเอ็มดี “ทวีพร เต็งประทีป” 
ทำไมเอสเอ็มอีถึงต้องใช้บริการโค้ชชีวิต พวกเขาไล่ปัญหาที่มีได้ตั้งแต่ เถ้าแก่มัวแต่มุ่งทำกำไร ทุ่มเทกับงาน ไม่มีเวลาพัฒนาตัวเอง ไม่มีเวลาให้ครอบครัว ไม่สามารถสร้างทายาทได้ ทายาทไม่ยอมรับกิจการต่อจากพ่อแม่ หรือความสัมพันธ์ที่ไม่ลงรอยกันระหว่างคนต่างเจน ฯลฯ สารพัดปัญหา ซึ่งล้วนส่งผลต่องาน และความสุขของเอสเอ็มอีทั้งสิ้น


ทวีพร บอกเราว่า เอสเอ็มอีส่วนใหญ่จะมองแต่ปัญหา เลยเห็นแต่ปัญหา เวลาทั้งหมดจึงทุ่มไปกับการแก้ปัญหา ทำให้ไม่สามารถเดินไปข้างหน้าได้เสียที ขณะที่จิตก็ตกไปเรื่อยๆ แต่การได้มาเรียนรู้ตัวเองผ่านศาสตร์ Life Coach จะทำให้เอสเอ็มอีมองเห็น “โอกาส” เกิดความคิดใหม่ หลุดพ้นกับดัก และมุ่งทยานไปสู่อนาคตได้
ในวันที่โลกเปลี่ยน สิ่งที่โค้ชยุคนี้ยังต้องรู้ พวกเขาย้ำว่า ไม่ใช่ทฤษฎี ที่เป็นเพียงองค์ประกอบภายนอก แต่คือ การรู้จักตัวเอง รู้และเข้าใจความเป็นมนุษย์ มีความเชื่อว่า ทุกคนมีศักยภาพ และทำดีที่สุดแล้วด้วยทรัพยากรที่มีอยู่ มีความยืดหยุ่นในพฤติกรรม และ เชื่อว่า ไม่มีความล้มเหลว มีแต่ผลสะท้อนกลับเท่านั้น ถึงจะเป็นโค้ชที่ดีและมีความสุขได้


ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท จิมมี่ เดอะ โค้ช มีนักเรียนที่จบหลักสูตรในกว่า 2 ปี ที่ผ่านมา (พ.ศ.2556-2558) รวม 1,058 คน หรือเติบโตถึง 714% มีรายได้ในปี 57 ประมาณ 50 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะเติบโตได้ถึง 80 ล้านบาท จากการขยายตลาดที่มากขึ้น และบริษัทขนาดใหญ่ให้การตอบรับและบอกต่อ จนเกิดเป็นการใช้บริการที่ “เท่าทวี”
ถามถึงเป้าหมาย พวกเขาหวังแค่ให้ Life Coach เข้าไปสัมผัสผู้คนได้มากขึ้น เพราะเชื่อว่า ทำดี เดี๋ยวเงินมาเอง
“เราตั้งเป้าที่จะทำทุกอย่างให้มันดี มากกว่าตั้งเป้าที่จะทำเงินให้มากๆ เลยอิ่มใจในทุกวันที่ได้ทำ มีความสุขเดี๋ยวนี้โดยไม่ต้องรอให้ซัคเซส ก็แล้ว ‘ซัคเซส’ มันคืออะไรล่ะ?”
พวกเขาฝากคำถามทิ้งท้าย ในฐานะ “โค้ชชีวิต” ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของธุรกิจมากมายในวันนี้ โดยที่คำว่า “ซัคเซส” ไม่ใช่เป้าหมายสำคัญของพวกเขาด้วยซ้ำ